รู้หรือไม่ว่าการติดมือถืออาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้า

เหตุหลักๆ ที่คนเราติดสมาร์ทโฟนเป็นเพราะว่าเราสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งเรื่องงานและเพื่อความบันเทิง แต่ถ้าหากความสะดวกสบายนำไปสู่การติดมือถือและยังสามารถนำไปสู่โรคซึมเศร้าละ คุณจะทำอย่างไร?

รู้หรือไม่ว่าการติดมือถืออาจทำให้

สมาร์ทโฟน และสังคม

ทุกคนมีสมาร์ทโฟนติดตัวตลอดเวลา ใช้ติดต่อกับเพื่อนและคนรัก ใช้บันทึกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ใช้แก้เบื่อและทำให้เพลิดเพลิน ใช้ในการทำงาน ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเวลารู้สึกมืดแปดด้าน และยังมีประโยชน์อื่นๆอีกที่คงจะพูดได้ไม่หมด

สมาร์ทโฟนกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะในวัฒนธรรมใดหรือชุมชนใด แต่สมาร์ทโฟนก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ในประเทศเกาหลีใต้มีงานวิจัยพบว่า มากกว่าร้อยละ 70 ของเด็กอายุราว 12 ปี มีสมาร์ทโฟนเป็นของตนเอง และเด็กส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ใช้เวลาอยู่กับมันมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน  และร้อยละ 25 ของเด็กกลุ่มนี้ ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสพติดสมาร์ทโฟน งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งก็ชี้ให้เห็นเช่นกันว่า ครึ่งหนึ่งของผู้ปกครองยอมรับว่าลูกๆของพวกเขามีอาการเสพติดสมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ต

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทำไมถึงต้องมีสมาร์ทโฟนติดตัวตลอด นิตยสารไทม์ได้ทำการวิจัย และพบว่าคนกว่าร้อยละ 74 ไม่สามารถอยู่ห่างมือถือได้เกิน 1 วัน โดยส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้สามารถอยู่ห่างมือถือได้เพียงไม่กีชั่วโมงเท่านั้น ผลจากงานวิจัยอื่นๆก็แสดงให้เห็นไปในทำนองเดียวกันว่า คนจำนวนร้อยละ 64 จะต้องคอยเช็คมือถือทุกๆชั่วโมง

คุณมองเห็นอะไรหรือไม่จากพฤติกรรมเชิงสังคมของคนรุ่นนี้และรุ่นต่อๆไป และคุณคิดว่าการอยู่ห่างมือถือ จะสามารถทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้หรือไม่ งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกัน

การติดมือถือมีอยู่จริงหรือไม่ และมันจะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้หรือไม่

การเสพติดโทรศัพท์มีอยู่จริง ทั้งยังมีคนคิดศัพท์สำหรับอาการนี้โดยเฉพาะว่า “nomophobia” หรือ “no mobile phone phobia” ใช้กับคนที่รู้สึกวิตกกังวลอย่างมากเมื่อไม่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้

การเสพติดสมาร์ทโฟนไม่ได้พบในกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใหญ่ได้ด้วย จากงานวิจัยพบว่า ผู้ใหญ่มากกว่าร้อยละ 60 รู้สึกว่าการใช้สมาร์ทโฟนส่งผลกับความเชื่อมั่นในตนเอง ตัวอย่างเช่น พวกเขาจะรู้สึกดีเมื่อมีผลตอบรับทางบวกในโซเชี่ยลมีเดีย (ดูจากสมาร์ทโฟนของตนเอง) แต่ถ้าหากพวกเขาไม่ได้รับคำชม หรือผลตอบรับในทางที่ดี พวกเขาจะรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ

ความเกี่ยวข้องระหว่างการติดสมาร์ทโฟนและโรคซึมเศร้า

ผลกระทบทางสุขภาพจิตของผู้ที่ติดสมาร์ทโฟนเป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงมาบ้างแล้ว และงานวิจัยหลายงานบ่งชี้ว่าการเสพติดสมาร์ทโฟนหรือเทคโนโลยีอย่างหนักนั้น เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลและโรคซึมเศร้า

แม้ว่าจะยังไม่มีการสรุปว่าการใช้สมาร์ทโฟนเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคซึมเศร้า นักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัย Northwestern Feinberg ในชิคาโก ได้พบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าและระยะเวลาที่ใช้สมาร์ทโฟน

นักวิจัยได้เฝ้าติดตามกลุ่มตัวอย่างเป็นเวลาสองสัปดาห์ โดยสังเกตจากการใช้โทรศัพท์และข้อมูล GPS พบว่าระดับของอาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กับปริมาณของเวลาที่ใช้สมาร์ทโฟน ยิ่งใช้เวลามากขึ้นเท่าไหร่ ระดับของอาการซึมเศร้าก็จะมากขึ้นเท่านั้น

ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาของผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนและมีอาการซึมเศร้า คือ 68 นาทีต่อวัน เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้มีอาการซึมเศร้าแล้ว พวกเขาใช้เวลากับมือถือเพียงแค่ 17 นาทีต่อวันเท่านั้น โดยรวมแล้วพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนบ่งชี้ถึงอาการซึมเศร้าของแต่ละบุคคลมีความถูกต้องประมาณร้อยละ 87 ตามงานวิจัยดังกล่าว (ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม) ใน Journal of Medical Internet Research.

ผลการสำรวจของงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง พบว่านักเรียนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตอย่างโรคซึมเศร้า จะมีอาการของการเสพติดสมาร์ทโฟน และเด็กที่ติดสมาร์ทโฟนก็มีสัญญาณของการเป็นโรคซึมเศร้าเช่นเดียวกัน จากแบบสอบถาม “ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์และอาการต่างๆได้นาน” พบว่าปัจจัยทางสุขภาพที่ส่งผลต่อการเสพติดสมาร์ทโฟน คือความวิตกกังวล อาการเศร้าโศก และความพะวกพะวง

ความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพจิตและแรงจูงใจที่ทำให้ใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไปยังคงมีการวิจัยและศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาสาเหตุที่ส่งผลต่อกันและกัน

‘การเสพติดสมาร์ทโฟน’ และ ‘การใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นประจำ’ ต่างกัน

การใช้สมาร์ทโฟนสำหรับการพูดคุยทั่วไปหรือใช้เชื่อมต่อกับคนในโลกออนไลน์ ไม่ได้ทำให้นำไปสู่โรคซึมเศร้าหรือนำไปสู่ภาวะเสพติด ถ้าคุณใช้สมาร์ทโฟนแก้เบื่อหรือเพื่อฆ่าเวลานั้นไม่ส่งผลอันตราย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณหยิบมันมาส่งข้อความรัวๆ หรือเล่นโซเชียลมีเดียตลอดเวลา เพื่อเป็นการคลายความรู้สึกวิตกกังวล หรือเพื่อไม่ให้จมอยู่ในความคิดด้านลบของตนเอง  นั่นแปลว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายภาวะเสพติดสมาร์ทโฟนเข้าแล้ว

การเสพติดเทคโนโลยีสามารถรักษาได้หรือไม่

สามารถรักษาได้ การบำบัดผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมเสพติดสมาร์ทโฟนจะต้องอาศัยแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความต้องการลง เช่น การใช้ Cognitive Behavioral Therapy  (CBT) หรือ การบำบัดความคิดและพฤติกรรม ซึ่งจะช่วยลดพฤติกรรมอย่างเป็นขั้นตอน และช่วยปรับเปลี่ยนทัศนะคติที่ผู้ป่วยมีต่อสมาร์ทโฟนรวมไปถึงอินเตอร์เน็ต โดยผู้ป่วยจะได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในการจัดการกับความรู้สึกด้านลบของตนเอง เช่น อาการซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียด

เป็นไปได้ว่าผู้ป่วยบางรายอาจมีทั้งภาวะเสพติดและมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างโรคซึมเศร้า โดยทั้งสองอาการนี้ต้องได้รับการรักษาพร้อมๆกัน ไม่เช่นนั้นโรคซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ผู้ป่วยกลับมาเสพติดสมาร์ทโฟนหรือเสพติดพฤติกรรมอื่นๆ หรือเสพติดสิ่งมึนเมาอื่นๆก็เป็นได้ เนื่องจากอาการเสพติดสมาร์ทโฟนจัดว่าเป็นอาการเสพติดอย่างหนึ่ง และมีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าอาการเสพติดสามารถควบคุมได้ และผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาก็สามารถหายจากอาหารเสพติดเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน

Recovery Zones รูปแบบการรักษาของ The Cabin ได้ใช้วิธีการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy – CBT) เป็นหลักและถูกออกแบบเพื่อที่จะรักษาภาวะเสพติดสิ่งของหรือพฤติกรรมที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปตลอดชีวิต เช่น การเสพติดอาหาร (Food Addiction) การเสพติดเซ็กส์ (Sex Addiction) หรือการเสพติดอินเตอร์เน็ต (Internet Addiction)

ถ้าหากคุณสังเกตเห็นคนที่คุณรักค่อนข้างเก็บตัวบ่อยขึ้น การเข้าสังคมเริ่มเป็นปัญหามากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้สมาร์ทโฟนอย่างหนัก สามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนเพื่อเข้ารับการบำบัดและฟื้นฟู ได้ที่ 02 -105-6135 ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10:00 น. – 19:00 น.

Like what you read? For similar content Sign up here

  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.